คอลัมน์: Wealth Management: มั่งคั่งอย่างยั่งยืน ด้วยอสังหาริมทรัพย์
Source - การเงินธนาคาร (Th)
Thursday, October 17, 2013 09:27

K-Expert ธนาคารกสิกรไทย
        จากกราฟดัชนีราคาที่อยู่อาศัยจากฐานข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย สำหรับ อสังหาริมทรัพย์ทั้ง 4 ประเภท ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2551 ถึงเดือนกรกฎาคม 2556 คิดเป็นการเติบโตของราคาที่อยู่อาศัยได้ดังนี้
        - ราคาบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดิน เพิ่มขึ้น 3.7% ต่อปี
        - ราคาทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดิน เพิ่มขึ้น 4.3% ต่อปี
        - ราคาคอนโดมิเนียม เพิ่มขึ้น 8.4% ต่อปี
        - ราคาที่ดิน เพิ่มขึ้น 6.7% ต่อปี

        โดยเฉลี่ยคอนโดมิเนียมมีดัชนีราคาในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา เติบโตขึ้นมากกว่าอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่น จึงเป็นที่นิยมลงทุนทั้งการซื้อมาปล่อยให้เช่า และการซื้อมาเก็งกำไรเพื่อขายต่อ โดยการลงทุนทั้งสองแบบนั้นมีรายละเอียดดังนี้


การเลือกซื้อคอนโดฯ เพื่อปล่อยเช่า
       
        โดยทั่วไปแล้ว คอนโดฯขนาดเล็กๆ จะให้ผลตอบแทนจากค่าเช่าสูงกว่าคอนโดฯขนาดใหญ่ ซึ่งไตรมาสสองของปี 2556 พบว่า คอนโดฯที่อยู่ในพื้นที่ย่านธุรกิจกลางกรุงเทพฯ มีอัตราค่าเช่าโดยเฉลี่ยอยู่ในช่วงประมาณ 5-7% ต่อปี เมื่อเทียบกับราคาซื้อ อย่างไรก็ตาม คอนโดฯขนาดเล็กที่อยู่ใจกลางเมืองหลวง มีอัตราค่าเช่าที่สูงกว่า 7% ต่อปี ในขณะที่คอนโดฯขนาดใหญ่ ในบริเวณใจกลางเมืองเช่นกัน กลับให้ผลตอบแทนจากค่าเช่าไม่ถึง 5% ต่อปี จึงสรุปได้ว่า คอนโดฯขนาดเล็กมีอัตราค่าเช่าโดยเฉลี่ย (Rental Yield Rate) สูงกว่าคอนโดฯขนาดใหญ่
       
        ดังนั้น หากต้องการลงทุนกับคอนโดฯ โดยมีวัตถุประสงค์ในการปล่อยเช่า ขนาดห้องที่ไม่ใหญ่มากจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าห้องขนาดใหญ่ เพราะปล่อยเช่าได้ง่ายกว่า หรือหากมีคอนโดฯอยู่แล้ว และต้องการรายได้จากค่าเช่า ก็ควรพิจารณาสามเรื่อง ดังนี้

        1. ทำเลที่ตั้งของคอนโดฯ การเลือกซื้อคอนโดฯมาปล่อยเช่า หรือแม้แต่การเก็งกำไรต้องคำนึงถึงทำเลเป็นอันดับแรก ทำเลที่ดีจะต้องใกล้แหล่งการค้า หรือแหล่งการศึกษาที่มีนักเรียนนักศึกษาอยู่เยอะ รวมถึงการเดินทางสะดวกสบาย แม้ว่าราคาคอนโดฯที่อยู่ในทำเลเหล่านี้จะสูง แต่ก็มีศักยภาพเติบโตมากกว่าทำเลที่อยู่ห่างไกลพื้นที่ธุรกิจ แหล่งการค้า แหล่งการศึกษา หรือรถไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ต้องดูความต้องการเช่าของผู้เช่าในพื้นที่นั้นทั้งในปัจจุบันและอนาคตอีกด้วย แม้ว่าพื้นที่บริเวณนั้นเคยมีปริมาณความต้องการเช่าสูง แต่ถ้าหากว่ามีปริมาณห้องให้เช่าในตลาดสูงกว่า ก็อาจทำให้การหาผู้เช่า หรือการขึ้นราคาค่าเช่าเป็นไปได้ยากขึ้น
        ถ้ามีงบประมาณเพียงพอก็ควรเลือกห้องที่มีวิวสวย มองเห็นแม่น้ำ ถ้าระเบียงหรือหน้าต่างห้องหันหน้าเข้าหาตึกก็ควรจะเป็นตึกที่อยู่ห่างๆ ให้เห็นเป็นวิวเมืองสวยๆ อย่าเลือกแบบที่มองเห็นตึกอยู่ใกล้กับห้องของเรา เพราะจะทำให้รู้สึกอึดอัด และทำให้ปล่อยเช่าได้ยาก นอกจากนี้ ยังต้องดูโครงการในอนาคตของพื้นที่ด้านที่เป็นวิวของห้องด้วย ว่าจะมีการสร้างตึกสูงขึ้นมาบังวิวทิวทัศน์ของห้องเราอีกหรือไม่
        ทิศทางของห้องก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน ควรเลือกห้องที่มีหน้าต่างหรือระเบียงหันไปทางทิศตะวันออก เพราะจะได้รับแดดตอนเช้า ช่วงบ่ายก็จะไม่ร้อนเกินไป ตกเย็นเมื่อกลับเข้าที่พักก็ไม่มีแสงมาแยงตา ที่สำคัญ ยังช่วยให้ประหยัดแอร์ ไม่ต้องเสียค่าไฟสูงกว่าที่ควรจะเป็น

        2. ราคาค่าเช่าห้อง ผู้ลงทุนควรคำนึงถึงผลกำไรของค่าเช่าด้วย ว่าจะคุ้มกับค่านายหน้า ค่าซ่อมแซม ภาษีอากร ค่าทำความสะอาดเมื่อผู้เช่าย้ายออกหรือไม่ บางทีอาจมีค่าเปลี่ยนลูกบิดหรือกุญแจด้วยเพื่อความสบายใจของผู้เช่ารายใหม่ ดังนั้น เมื่อหักรายจ่ายต่างๆ แล้ว อย่างน้อยๆ ก็ควรจะคุ้มค่า และมีอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในหุ้นกู้บริษัทเอกชน เนื่องจากการลงทุนในคอนโดฯ ปล่อยเช่า นอกจากจะมีค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว ยังมีความเสี่ยงที่จะหาผู้เช่าไม่ได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ขาดรายได้
        ผู้ลงทุนจึงควรมีส่วนชดเชยความเสี่ยงด้วยการเพิ่มอัตราค่าเช่าต่อราคาซื้อให้มากกว่าการลงทุนในหุ้นกู้ที่ผู้ลงทุนแค่ไปเลือกซื้อมาถือไว้เพื่อรับดอกเบี้ยเฉยๆ ราคาคอนโดฯที่ซื้อมาปล่อยเช่าไม่ควรมีราคาแพงกว่าผลตอบแทนคาดหวังจากค่าเช่า และเราก็ควรคาดหวังค่าเช่าให้ได้มากกว่าการลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า ตัวอย่างเช่น การซื้อหุ้นกู้สามารถให้ผลตอบแทนปีละ 5% การปล่อยเช่าคอนโดฯ ก็ควรมีส่วนชดเชยความเสี่ยงที่สูงกว่าหุ้นกู้ ซึ่งเราอาจจะบวกไปสัก 1-3% เมื่อเราต้องการซื้อคอนโดฯ ที่สามารถหาผู้เช่าที่ราคาค่าเช่าเดือนละ 10,000 บาท และหากเราต้องการอัตราผลตอบแทนจากค่าเช่าที่ 6% ต่อปี ราคาซื้อคอนโดฯ ก็ไม่ควรจะแพงเกิน (10,000 x 12) / 0.06 = 2 ล้านบาท เป็นต้น
        ข้อควรระวัง ในการตั้งราคาค่าเช่า เราควรต้องเปรียบเทียบกับค่าเช่าของห้องที่มีขนาดพอๆ กัน และอยู่ในพื้นที่เดียวกันกับเรา ว่าค่าเช่าของพื้นที่บริเวณนั้นเป็นเท่าใดเพื่อดูความคุ้มค่าจากการลงทุนก่อนไปซื้อคอนโดฯ มาปล่อยเช่า เพราะถ้าหากว่าจุดคุ้มทุนของเราคือค่าเช่าที่แพงกว่าห้องใกล้เคียง โดยที่ห้องของเราไม่ได้มีอะไรน่าสนใจกว่าห้องอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ เช่น วิวที่สวยกว่า มีเฟอร์นิเจอร์อย่างดีแถมให้ การตั้งราคาที่สูงเกินไปก็อาจทำให้ไม่มีใครมาเช่า เพราะฉะนั้น เราควรซื้อคอนโดฯที่สามารถปล่อยเช่าได้ง่าย มีผลตอบแทนคุ้มค่ากับการลงทุน และที่สำคัญอีกประการคือ ราคาคอนโดฯ ต้องไม่เกินกำลังซื้อของเราด้วย

        3. การหาผู้เช่าที่มีคุณภาพ เนื่องจากหากได้ผู้เช่าดี ปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การผ่อน ผลัดชำระค่าเช่า การทำห้องเสียหาย ปัญหาการทะเลาะกันระหว่างผู้เช่ากับเพื่อนร่วมคอนโดฯ หรือกับผู้ให้เช่าเองก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยลง โดยที่ก่อนจะทำสัญญาเช่าคอนโดฯ กับผู้เช่า เราควรตรวจสอบประวัติเบื้องต้นโดยดูรายได้ ความมั่นคงในอาชีพ สถานะทางการเงิน ของผู้ต้องการเช่า ถ้าประวัติดีก็จะมีโอกาสผิดนัดชำระค่าเช่าได้น้อยลง ซึ่งถ้ามีผู้แนะนำผู้เช่ามาให้รู้จัก เราก็อาจถามประวัติจากผู้แนะนำเพิ่มเติมได้
        เมื่อเราสามารถหารายได้จากค่าเช่าได้แล้ว อย่าลืมว่าเรามีหน้าที่ต้องยื่นภาษี ซึ่งภาษีจะมีสองส่วนคือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากค่าเช่าตามมาตรา 40(5) ที่จะต้องยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด.94 ตอนกลางปี และ ภ.ง.ด.90 ตอนต้นปี และภาษีโรงเรือนและที่ดิน ที่ต้องเสียในอัตรา 12.5% ของค่าเช่ารายปี เนื่องจากเรามีการใช้ประโยชน์จากคอนโดฯ ในการหาค่าเช่า โดยภาษีประเภทนี้ต้องยื่นภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี


การเลือกซื้อคอนโดฯ  เพื่อการขาย
       
        การเลือกซื้อคอนโดฯ เพื่อขายมีแนวทางเดียวกับการเลือกซื้อคอนโดฯเพื่อปล่อยเช่า คือต้องดูทำเลที่ตั้งเป็นหลัก ถ้าติดรถไฟฟ้าได้จะยิ่งมีราคาดี การเลือกซื้อคอนโดฯที่มีแบรนด์ เป็นโครงการที่ก่อสร้างโดยบริษัทที่มีประสบการณ์ด้านอสังหาริมทรัพย์ แม้ว่าจะแพงกว่าโครงการที่ไม่ได้ถูกสร้างโดยบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ แต่จะทำให้การซื้อขายคล่องขึ้น ส่วนการประเมินราคาคอนโดฯ ให้เหมาะสมมีอยู่สามวิธี ได้แก่

        1. วิธีเปรียบเทียบตลาด จะใช้การสำรวจราคาของคอนโดฯอื่นที่มีลักษณะและขนาดใกล้เคียงกับคอนโดฯที่เราจะซื้อ และอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน โดยมีสมมติฐานว่า ของคล้ายๆ กัน อยู่ในละแวกเดียวกัน ราคาก็ควรจะพอๆ กัน

        2. วิธีคิดจากต้นทุน คือการใช้ราคาก่อสร้างใหม่มาหักค่าเสื่อมราคาออก ซึ่งวิธีนี้จะค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร เนื่องจากจะต้องทราบราคาวัสดุ และค่าก่อสร้างขึ้นมาใหม่โดยมีลักษณะของอสังหาริมทรัพย์ใกล้เคียงกันอีกด้วย

        3. วิธีคิดจากรายได้ โดยการหาราคาเช่าโดยเฉลี่ยของคอนโดฯที่มีลักษณะ ขนาด และอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับที่เราต้องการซื้อ และผลตอบแทนที่คาดหวังของนักลงทุนที่ลงทุนคอนโดฯ เพื่อปล่อยให้เช่า ซึ่งจะใช้เป็นวิธีเดียวกับการประเมินราคาคอนโดฯเพื่อปล่อยเช่า


ค่าใช้จ่ายในการขายอสังหาริมทรัพย์

        เมื่อเราได้ทำการซื้อคอนโดฯ มาไว้ในครอบครองแล้ว รอจนราคาขึ้นไปถึงในจุดที่ต้องการขายเพื่อเปลี่ยนคอนโดฯ กลับมาเป็นเงินสดแล้ว ก็ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการขาย ซึ่งการขายทำกำไรในอสังหาริมทรัพย์จะมีภาษี และค่าธรรมเนียมที่ต้องเสีย 3 รายการ ได้แก่

        1. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จะต้องเสียภาษีในส่วนนี้ทุกครั้งที่มีการขายอสังหาริมทรัพย์ เงินได้จากการขายจะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งวิธีคิดจะมี 5 ขั้นตอน คือ
        1.1 หาราคาประเมิน โดยกรมที่ดินจะใช้ราคาประเมินจากกรมธนารักษ์เป็นเกณฑ์ในการคำนวณ
        1.2 หักค่าใช้จ่าย เมื่อได้ราคาประเมินแล้ว ให้นำไปหักค่าใช้จ่ายในตารางจำนวนปีที่ถือครอง

ตารางแสดงค่าใช้จ่ายที่นำมาหักได้ตามจำนวนปีที่ถือครอง

จำนวนปีที่ถือครอง        1 ปี        2 ปี        3 ปี        4 ปี        5 ปี        6 ปี        7 ปี        8 ปีขึ้นไป
ร้อยละของเงินได้          92          84          77         71        65        60         55              50
       
        1.3 หารจำนวนปีที่ถือครอง ยิ่งถือครองนาน ตัวหารก็จะมากขึ้น
        1.4 นำไปเข้าฐานภาษี ซึ่งเป็นฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพียงแต่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษี 150,000 บาทแรก

ตารางแสดงฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวณภาษีการขายอสังหาริมทรัพย์
รายได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย                ฐานภาษี
0-100,000 บาท                                          5%
> 100,000-500,000 บาท                           10%
> 500,000-1,000,000 บาท                         20%
 > 1,000,000-4,000,000 บาท                     30%
4,000,000 บาทขึ้นไป                                 37%

        1.5 คูณจำนวนปีที่ถือครอง นำจำนวนเงินหลังเข้าตารางฐานภาษี มาคูณจำนวนปีที่ถือครอง จะได้เป็นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ทั้งนี้ ถ้าหากว่าเป็นการซื้อขายเก็งกำไร ก็จะต้องนำรายได้มาคำนวณเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) เพื่อยื่นเสียภาษีประจำปีด้วย

        2. ภาษีธุรกิจเฉพาะ หรืออากรแสตมป์ ผู้ที่ขายอสังหาริมทรัพย์จะต้องเสียภาษีอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยปกติผู้ลงทุนจะเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของราคาขายจริง หรือราคาประเมิน แล้วแต่ว่าราคาใดจะสูงกว่า ทั้งนี้ ถ้าเข้าเงื่อนไขที่กำหนด จะได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ ให้เสียเป็นอากรแสตมป์ 0.5% ของราคาขายหรือราคาประเมิน เงื่อนไขเหล่านี้ได้แก่
        - เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาเกินกว่า 5 ปี หรือ
        - มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านมาเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่ได้บ้านหลังนั้นมา หรือ
        - เป็นบ้านหรือที่ดินที่ได้มาโดยมรดก หรือ
        - โดนเวนคืนบ้านหรือที่ดิน

        3. ค่าธรรมเนียมการโอน อัตราเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการโอนจากกรมที่ดินเท่ากับ 2% ของราคาประเมิน
       
        ขอยกตัวอย่างภาษีและค่าใช้จ่าย ที่ต้องเสียในการขายอสังหาริมทรัพย์ดังนี้
        สมมติว่าขายคอนโดฯ ราคา 3 ล้านบาท เท่ากับราคาประเมิน ในวันที่ 15 ตุลาคม 2556 และซื้อมาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 เท่ากับว่าได้ซื้อมาถือครองเป็นระยะเวลา 4 ปี โดยนับแบบปีปฏิทิน จะมีค่าใช้จ่ายดังนี้
        - หักค่าใช้จ่ายเหมาจากตารางจำนวนปีที่ถือครองร้อยละ 71 เป็นจำนวนเงิน 2,130,000 บาท เหลือ 870,000 บาท
        - จากนั้นนำ 870,000 บาทไปหารด้วยจำนวนปีที่ผู้ขายถือครอง ก่อนนำไปเข้าฐานภาษี ในที่นี้หาร 4 เหลือ 217,500 บาท
        - นำ 217,500 บาท ไปเข้าฐานภาษี (100,000 x 5%) + (117,500 x 10%) = 16,750 บาท
        - จากนั้นนำกลับมาคูณจำนวนปีที่ถือครอง 16,750 x 4 = 67,000 บาท เป็นเงินภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
        - ขั้นต่อไปก็ให้คิดภาษีธุรกิจเฉพาะจากราคาประเมิน 3,000,000 x 3.3% = 99,000 บาท
        - ขั้นตอนสุดท้ายก็จะเป็นค่าธรรมเนียมการโอน 3,000,000 x 2% = 60,000 บาท
        - เมื่อรวมค่าใช้จ่ายและภาษีทั้ง 3 ประเภท คิดเป็นเงิน 226,000 บาท

        นอกจากนี้ ถ้าต้องการขายคอนโดฯให้กับชาวต่างชาติ ก็สามารถทำการขายกรรมสิทธิ์คอนโดฯ ให้ชาวต่างชาติได้ โดยมีเงื่อนไขดังนี้
        1. คอนโดฯจะต้องตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ เขตเทศบาล หรือเขตราชการส่วนท้องถิ่นอื่น และชาวต่างชาติทั้งหมดที่ได้ซื้ออาคารนั้น จะมีกรรมสิทธิ์ได้ไม่เกิน 49%
        2. ที่ดินที่ตั้งอาคารชุดรวมกับที่ดินที่มีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันของเจ้าของร่วม รวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 5 ไร่
        3. ต้องเป็นอาคารชุดที่มีห้องชุดไม่ต่ำกว่า 40 ห้อง
        4. อาคารชุดจะต้องจดทะเบียนมาแล้วมากกว่า 1 ปี ก่อนวันที่คนต่างชาติขอรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด
        5. อาคารชุดจะต้องไม่ตั้งอยู่ในบริเวณเขตปลอดภัยในราชการทหาร
        6. คนต่างชาติจะต้องใช้ห้องชุดโดยที่ไม่ขัดต่อจารีตขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม หรือวิถีชีวิตของชุมชนในท้องถิ่น


        การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อเก็บค่าเช่า หรือเพื่อรอขายเมื่อสินทรัพย์เพิ่มมูลค่า เหมาะสำหรับผู้ที่สามารถรับความเสี่ยงได้บ้าง และสามารถลงทุนในระยะยาวได้ เงินที่นำมาซื้อเพื่อถือครองอสังหาริมทรัพย์ก็ควรเป็นเงินเย็นที่ไม่มีแผนจะใช้เงินก้อนนี้ภายในระยะเวลาหลายๆ ปี และระหว่างรอคอยราคาคอนโดฯ ที่เพิ่มสูงขึ้น ก็ยังสามารถหารายได้ระหว่างทางได้อีกด้วย แต่การลงทุนในคอนโดฯนั้น ไม่ควรมองแต่กำไรเพียงอย่างเดียว ถ้าเราเลือกโครงการผิด หรือเลือกทำเลไม่ดี ก็อาจไม่มีผู้เช่า หรือคนมาซื้อต่อ เพราะฉะนั้นการเลือกทำเลที่ดี จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

        นอกจากนี้ เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน แนะนำให้ทำประกันอัคคีภัย (Home Protect) เอาไว้ด้วย ซึ่งเบี้ยประกันสำหรับคอนโดฯ นั้นก็ไม่ได้แพงอย่างที่คิด หากต้องการสอบถามเกี่ยวกับด้านการลงทุน หรือวางแผนการเงินเพิ่มเติม สามารถเขียนอีเมล์เข้ามาสอบถามได้ที่ k-expert@kasikornbank.com


        “การลงทุนในคอนโดฯนั้น ไม่ควรมองแต่กำไรเพียงอย่างเดียว ถ้าเราเลือกโครงการผิด หรือเลือกทำเลไม่ดี ก็อาจไม่มีผู้เช่า หรือคนมาซื้อต่อ เพราะฉะนั้น การเลือกทำเลที่ดี จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด”

        “อสังหาริมทรัพย์” เป็นสินทรัพย์ที่แสดงถึงความมั่งคั่งของบุคคลมาเป็นเวลานับร้อยปีแล้ว ในอดีตผู้ที่มีความมั่งคั่งนิยมซื้อที่ดินมาสะสมเอาไว้ ทั้งเพื่อเป็นมรดกไว้ให้กับลูกหลาน และเพื่อการลงทุน รอให้มูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้นไปขายทำกำไรในราคาที่สูงขึ้น หรือจะพัฒนาที่ดินให้ได้ราคาสูงขึ้น เช่น ปลูกบ้านขาย นอกจากนี้ ระหว่างทางก็ยังสามารถนำมาปล่อยให้เช่าเพื่อหาผลประโยชน์ได้อีกด้วย

        อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบัน ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงความนิยม จากการนิยมอยู่อาศัยในแนวราบ ประเภทบ้านเดี่ยว และทาวน์เฮาส์ กลายมาเป็นที่อยู่อาศัยแนวสูง เช่น คอนโดมิเนียม ที่จากเดิมคนจะมองเป็นแค่ห้องพัก เพราะกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นแทบจะไม่มีเลย แต่ปัจจุบัน คอนโดมิเนียมกลับมีราคาที่ปรับตัวขึ้นมาโดยเฉลี่ยในรอบ 5 ปีหลังนี้ สูงกว่าการลงทุนในบ้าน ทาวน์เฮาส์ หรือแม้กระทั่งที่ดิน

ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย

Urban link property expert (Thailand)

Recommended Project: Ashton Asoke | Ashton | Ideo Q Siam-Ratchathewi | Ideo Q Siam-Ratchathewi (Sole Agent) | Ideo Mobi Rama 9 | Ideo Q Phayathai | Ideo Q Chula-Samyan | Ideo Q Ratchathewi | Ideo Mobi Sukhumvit Eastgate | Ideo Mobi Sukhumvit Eastgate (Sole Agent) | Ideo Mobi Wongsawang - Interchange | Ideo Mobi Wongsawang - Interchange (Sole Agent) |

All right reserved 2014 The Agent (Property Expert) Co.,Ltd